ผมไม่เหลือใครแล้ว “เด็กชายวัย 13” ที่กำลังจะเสียยายไป ได้แต่นั่งเฝ้ารอปาฏิหาริย์

  • Admin Saxman
  • March 21, 2019
  • Comments Off on ผมไม่เหลือใครแล้ว “เด็กชายวัย 13” ที่กำลังจะเสียยายไป ได้แต่นั่งเฝ้ารอปาฏิหาริย์

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสุดเศร้าที่มีผู้คนร่วมแชร์และเข้ามาให้กำลังใจกันเป็นอย่างมาก เมื่อพยาบาลท่านหนึ่งได้โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความ ขณะที่ตนกำลังปลอบใจหนุ่มน้อยวัย 13 ปีคนหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเสียคุณยายไป หนุ่มน้อยได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจ เพราะทั้งชีวิตเขามีแค่ยายเท่านั้น

ผู้โพสต์ระบุข้อความว่า…

“เด็กน้อยวัย13ปีเรียน ม1.
พ่อทิ้งไปตั้งแต่เขายังเล็ก
มีพี่1คนต้องคดียา แม่เสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน…
อยู่กับยาย
วันนี้ยายป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม
กำลังจะทิ้งลมหายใจสุดท้าย
ไว้บนโลกใบนี้
เวลาของยายเหลือน้อยลง
เด็กน้อยร้องไห้ อยู่หลายรอบ
…..
พยาบาล สงสาร เข้าใจ และเห็นใจนะเด็กน้อย
อีกไม่กี่ชั่วโมง
ที่พึ่งสุดท้ายที่มี
จะจากไป
พยาบาลจะปลอบอย่างไรดี…

ขอขอบพระคุณขอบคุณ
ในความเมตตาของกัลยาณมิตรคนดี..ทุกๆท่าน ที่มีต่อเด็กน้อย
ในโพสต์นี้นะคะ…

ความจริงที่โพสต์…เพียงแค่จะสื่อว่าตนเองพบเจอสถานการณ์
อย่างนี้ ไม่รู้จะปลอบโยนเด็ก
อย่างไรดี….
ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง
ไม่ได้ถ่ายภาพเอง
ไม่เห็นหน้าเด็ก ไม่ได้บอกชื่อเด็ก….
ส่วนเรื่องราวที่บอก คือเรื่องจริง
ที่อาจสร้างแรงบันดาลให้เด็ก
บางคนที่วัยใกล้เคียงกัน…
ที่อาจกำลังทุกข์ กำลังท้อ
หรืออยู่ในสภาวะบางอย่าง
อาจได้เห็นในอีกมุมว่ามีเด็ก
ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์
ที่น่าเห็นใจ…

ทางรพ.เราไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่ิงนี้นะคะ มีการประสานไปในพื้นที่
และในวันที่21มีนาคมนี้
ทีมจาก รพ.จะติดตามเยี่ยมเด็กที่บ้าน
ส่วนจะต้องมีการช่วยเหลือกันต่อไปอย่างไร จะแจ้งให้ทราบค่ะ

ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งถึงเด็ก
ขอบคุณทุกๆความคิดเห็น
ขอบคุณในเมตตาจิตของทุกๆท่าน
#คนไทยไม่ทิ้งกัน
#ความรู้สึกมาจากใจไม่ได้ดราม่านะคะ

ทั้งนี้ หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในสังคมออนไลน์ ได้มีชาวเน็ตเข้ามาให้กำลังและแชร์เรื่องราวดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงต้องการที่จะช่วยเหลือเด้กหนุ่มคนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากจริงๆ ที่หนุ่มน้อยวัยเพียงแค่นี้จะต้องสูญเสียบุคคลอันป็นที่รักไป ยิ่งเฉพาะชีวิตที่ไม่ได้สาวยหรูอย่างใครๆ อย่างไรก็ตามเราต้องขอเป็นกำลังใจให้หนุ่มน้อยคนนี้เดินทางก้าวต่อไปในชีวิตด้วย

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Natsiree Si

Facebook Comments